บอกลาท้องผูก ด้วย 5 เทคนิค สำหรับคนธาตุหนัก!


[Advertorial]

อาการท้องผูกเป็นปัญหาที่หลายคนอาจมองข้าม เป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมภายในร่างกายค่ะ หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงทวาร อาจยังส่งผลทำให้อุจจาระตกค้างในลำไส้ สิวขึ้น มีกลิ่นปาก ผิวพรรณไม่สดใส อึดอัด น้ำหนักตัวไม่ลด เสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งอันตรายมากๆ หากเราไม่สามารถขับถ่ายได้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อสุขภาพแล้วนะคะ

และถ้าหากคุณเป็นคนนึงที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักแล้วมีอาการท้องผูก สาเหตุนั้นเกิดจากจำกัดอาหาร หรือเลือกทานอาหารเพียงอย่างเดียวซ้ำๆ เป็นเวลาติดต่อกัน ถึงเวลาที่เราต้องปรับพฤติกรรมกันใหม่แล้วค่ะ เราจึงมี 5 เทคนิคที่เราสามารถแก้ไขอาการท้องผูกได้ด้วยตัวเองมาฝากค่ะ

1. ดื่มน้ำแก้วใหญ่ทันทีหลังตื่นนอน – โดยปกติแล้วเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน และหลังจากตื่นนอนตอนเช้านี่แหละค่ะ เป็นช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำเป็นอันดับแรก เพราะการดื่มน้ำแก้วโตๆ ในตอนเช้า ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ ปรับสมดุลต่อมน้ำเหลือง กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานเต็มที่ ส่งผลดีต่อระบบภายในร่างกาย การดื่มน้ำตอนท้องว่างเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อระบบย่อย ช่วยให้ขับถ่ายและระบบเผาผลาญแข็งแรงขึ้น จัดระเบียบการทำงานของลำไส้ให้ทำงานเป็นระบบ อาการท้องผูกหาย แถมยังช่วยให้ผิวพรรณใสวิ๊ง~อีกด้วยนะจ๊ะ แค่ปรับพฤติกรรมในตอนเช้าแค่นี้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ 🙂
น้ำเปล่า

2. หลีกเลี่ยงสัตว์เนื้อแดง – เนื้อสัตว์ที่มีเนื้อสีแดงมักจะมีไขมันสูง และมีโปรตีนที่ร่างกายของเราย่อยลำบาก ทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้ง่าย มีงานวิจัยหนึ่งระบุว่า คนที่ทานอาหารประเภทไขมันและเนื้อสัตว์เป็นประจำจะถ่ายอุจจาระน้อยกว่าคนที่ทานผักผลไม้ประมาณ 4 เท่า และเนื้อสัตว์จะอยู่ในทางเดินอาหารนานถึง 2-3 วัน ทำให้มีอาการท้องผูกนั่นเองค่ะ ซึ่งหากเทียบกับผักผลไม้จะอยู่ในร่างกายเพียง 20-30 ชั่วโมงเท่านั้น! หากเราทานเนื้อแดงเกินลิมิต โดยที่ไม่ทานผักผลไม้ร่วมด้วย อาการท้องอืด จุกเสียด ท้องผูก ถามหาแน่นอนค่ะ! ฉะนั้นควรลดปริมาณสัตว์เนื้อแดงลง หันมาเลือกทานเนื้อไก่ ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ย่อยง่ายกว่าและเป็นมิตรต่อระบบย่อยของเรามากกว่าค่ะ

เนื้อสัตว์, เนื้อแดง

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ – โดยปกติแล้วการออกกำลังกายทุกประเภท จะช่วยกระตุ้นให้การทำงานของสำไส้ ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายดีขึ้นอยู่แล้วค่ะ แต่วันนี้เราจะมาแนะนำท่าโยคะที่แก้อาการท้องผูกโดยตรงเลยค่ะ ใครที่มีปัญหาเรื่องขับถ่ายตามมาฝึก 4 ท่านี้ ไปพร้อมๆ กันนะคะ

4. เลิกนอยด์ – ความเครียดเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้องผูกได้เหมือนกันค่ะ! เพราะเวลาที่เราเครียดมักส่งผลกระทบให้เรานอนไม่หลับ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด ฉะนั้นเลิกนอยด์ในทุกปัญหานะคะ โยนความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นทิ้งไปให้หมด~ พยายามทำตัวรีแล็กซ์หาอะไรที่เราชอบทำดีกว่าค่ะ เช่น ฟังเพลง, นวดสปา, นัดเจอเพื่อนเม้าท์มอยด์, ออกกำลังกายที่ชอบ ฯลฯ เมื่อความเครียดลดลง โลกก็สดใสขึ้น สุขภาพทั้งกายและใจการตามมาติดๆ อาการท้องผูกก็จะหายไปเอง เชื่อเหอะ! 😉

เครียด

5. ดีท็อกซ์ลำไส้ – เป็นการดีท๊อกซ์แบบธรรมชาติด้วยการรับประทาน โดยเน้นทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวโอ๊ต, ข้าวไม่ขัดสี, ผักใบเขียว หรือผลไม้ที่ช่วยในการระบาย เช่น มะขาม, มะละกอ, แอปเปิ้ล, กล้วย, ส้ม, สับปะรด เป็นต้น โดยปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานคือ 400-600 กรัมต่อวัน และในทุกมื้อควรมีผักผลไม้เสริมเข้าไป

ผัก ผลไม้ สลัด

สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการเลือกรับประทาน เราขอแนะนำตัวช่วยที่จะทำให้อาการท้องผูกกลายเป็นเรื่องเล็ก เพียงทาน Clular Chular Detox วันละ 1 ซอง ก็ได้เทียบเท่ากับผักและผลไม้ 3.5 กิโลกรัม! เพื่อส่งเสริมระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

detox

Clular Chular Detox เป็นดีท๊อกซ์ที่มีไฟเบอร์สูงจากประเทศญี่ปุ่น ช่วยล้างของเสียในลำไส้ ลดไขมันสะสม ดักจับไขมัน เหมาะมากสำหรับคนที่ท้องผูกเป็นประจำและลดน้ำหนักไม่เห็นผล มีกลิ่นหอมทานง่าย เพียงชงในน้ำเปล่าแล้วดื่มเท่านั้นค่ะ ผลลัพธ์คือถ่ายเป็นก้อน ไม่ปวดบิด ไม่ต้องทรมานกับอาการท้องผูกอีกต่อไป

บางคนอาจคิดว่าปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ต้องคิดใหม่นะคะ เพราะในระยะยาวส่งผลต่อสุขภาพของเรา น่ากลัวมากทีเดียว การรักษาต้องใช้เวลาค่ะ อยากให้นำเทคนิคทั้ง 5 ข้อ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาจจะไม่เห็นผลในทันที แต่เชื่อเถอะค่ะว่าร่างกายของเราจะเริ่มขับถ่ายง่ายขึ้น และโบกมือลาจากอาการท้องผูกไปเลย บัยยยย~ 😉

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ คลิกอ่านเรื่องอื่นจากนักเขียนคนนี้